ค้นหา

บทความที่ได้รับความนิยม

Wikipedia

ผลการค้นหา

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมุนไพร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมุนไพร แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2566

“ย่านางแดง” สมุนไพรพื้นบ้าน ที่ไม่ควรมองข้ามสรรพคุณทางยาสมุนไพรมากมาย


“ย่านางแดง” สมุนไพรพื้นบ้าน ที่ไม่ควรมองข้ามสรรพคุณทางยาสมุนไพรมากมาย 

เครือขยัน หรือย่านางแดง 
นี่ก็เป็นสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งที่น่าจะหาปลูกเพราะสรรพคุณทางยาสมุนไพรมากมาย สมุนไพรไทยที่มีเอกลักษณ์และสรรพคุณทางสมุนไพรที่แตกต่างกันออกไปเป็นเป็นจุดเด่นที่หาไม่ได้ง่ายๆ
โดยเฉพาะสมุนไพรที่ชื่อว่าเครือขยัน หรือย่านางแดง 


ชื่อวิทยาศาสตร์: Bauhinia strychnifolia เป็นไม้เลื้อยในสกุลชงโค และวงศ์ถั่ว จัดเป็นพืชถิ่นเดียวในประเทศไทย เป็นไม้เถาเนื้อแข็ง เปลือกรากขรุขระมีสีน้ำตาลเข้มถึงดำ มีรอยบากตามขวางเล็กๆทั่วไป เนื้อไม้ภายในรากสีน้ำตาลแดง 


เถาแบน มีร่องตรงกลาง เปลือกสีออกเทาน้ำตาล เมื่อแก่เถากลม สีน้ำตาลแดง ใบรูปไข่แกมขอบขนาน ผิวใบมัน สีเขียวเข้ม ปลายใบเว้าตื้น กึ่งเรียวแหลมถึงมีติ่งหนาม โคนใบกลมถึงรูปหัวใจตื้น ขอบใบเรียบ ผิวเกลี้ยงทั้งสองด้าน

ข้อมูลเบื้องต้น เครือขยัน, การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์ ...

ในทางยาสมุนไพรมีฤทธิ์แก้ท้องเสีย ฝาดสมาน ใช้ ใบ เถา และราก เป็นยาเช่นเดียวกับย่านางแต่มีฤทธิ์แรงกว่า ใช้ถอนพิษยาเมา ยาเบื่อ ยาสั่ง แก้ไข้พิษทั้งปวง 


ขับพิษโลหิตและน้ำเหลือง แก้ท้องผูก ใช้ฝนกับน้ำ หรือต้มน้ำดื่ม ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ใช้เป็นส่วนผสมของยาบำรุงโลหิต สำหรับสตรีหลังคลอด ขณะอยู่ไฟ ช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น


อ่านมาจนถึงบรรทัดสุดท้ายเห็นคุณประโยชน์ของย่านางแดงแล้วรู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่พิเศษมากๆเลยนะครับสำหรับต้นไม้ชนิดนี้ถ้าเป็นไปได้ก็หามาปลูกประจำบ้านไว้สักต้นสองต้นแถมยังมีดอกที่สวยงามด้วยนะครับ

วันพฤหัสบดีที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2566

กำลังเลือดม้า สมุนไพรชื่อแปลกๆ สมุนไพรสารพัดประโยชน์ ภาคเหนือใช้ เปลือกต้น แช่น้ำดื่ม บำรุงกำลัง

กำลังเลือดม้า สมุนไพรชื่อแปลกๆ สมุนไพรสารพัดประโยชน์ ภาคเหนือใช้ เปลือกต้น แช่น้ำดื่ม บำรุงกำลัง

วันนี้ก็จะมานำเสนอสมุนไพรแปลกๆที่ชื่อว่ากำลังเลือดม้า สมุนไพรสารพัดประโยชน์ทั้งบำรุงร่างกายและรักษาโรคเรามาดูรายละเอียดกันเลยดีกว่านะครับ

สปีชีส์ของพืช
กำลังเลือดม้า ชื่อวิทยาศาสตร์: Knema angustifoliaเป็นพืชในวงศ์ Myristicaceae ชื่ออื่นๆคือ มะม่วงเลือดน้อย ประดงเลือด ประดงไฟ เลือดควาย

เป็นไม้ยืนต้น เปลือกสีน้ำตาลเข้ม มีด่างขาวประปราย เปลือกแตกเป็นร่องยาว เนื้อไม้สีเหลือง เปลือกในมีน้ำยางสีแดงเข้ม มีฤทธิ์เป็นยาสมุนไพร

โดยใช้รักษาเม็ดประดงผื่นคัน แดงทั้งตัว แก้ปวดแสบปวดร้อน เปลือกต้นและเนื้อไม้ แก้โรคไตพิการ โรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ แก้ภูมิแพ้ ผื่นคัน น้ำเหลืองเสีย

ทางภาคเหนือใช้ เปลือกต้น แช่น้ำดื่ม บำรุงกำลัง เปลือกต้นหรือใบ ต้มน้ำดื่ม แก้โรคโลหิตจาง

ข้อมูลเบื้องต้น กำลังเลือดม้า, การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

วันอังคารที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2565

ส้มกบ สมุนไพรชื่อนี้มีความหมาย แต่ขอ บอก..มีสรรพคุณทางยาสมุนไพรมากมาย

ส้มกบ สมุนไพรชื่อนี้มีความหมาย แต่ขอ บอก..มีสรรพคุณทางยาสมุนไพรมากมาย

ช่วงนี้คนไม่สบายแล้วก็เป็นไข้หวัดแพ้อากาศกันมากนะครับ...เพราะอากาศ มันวิปริตผิดธรรมชาติ เดี๋ยวหนาว เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวฝนตก พายุมา อากาศแปรปรวนอย่างหนัก เหมือนว่ากำลังใกล้วันโลกจะแตกสลายแล้ว😁

🧓แต่ก็อย่าไปสนใจมันเลยครับ! อะไรมันจะเกิดก็ต้องเกิด...วันนี้เราจะมานำเสนอสมุนไพรชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า ส้มกบ เข้าเรื่องบทความกันเลยนะครับ...

ส้มกบสปีชีส์ของพืช
ส้มกบ ชื่อวิทยาศาสตร์: Oxalis corniculata Linn. ชื่ออื่นๆ คือ สังส้ม (แพร่) , ผักแว่น (ภาคกลาง) ,ส้มสามตา (เชียงใหม่) , ส้มดิน (แม่ฮ่องสอน) เป็นวัชพืชชนิดหนึ่งที่สามารถพบได้ทั่วไป

อยู่ในวงศ์ Oxalidaceae เจริญเติบโตได้ดีในดินที่ร่วนซุยและชุ่มชื้น มีความสูง 2-3 นิ้ว เป็นพืชขนาดเล็ก ชอบขึ้นในที่ชื้นแฉะ ขึ้นปกคลุมผิวดินเป็นกลุ่ม มีอายุหลายปี

ลำต้นเป็นไหลทอดยาวไปตามพื้นดิน ลำต้นมีขนปกคลุม ใบเป็นใบประกอบ มีใบย่อย 3 ใบ เกิดจากจุดเดียวกันที่ปลายก้านใบ ใบย่อยมีลักษณะเป็นรูปหัวใจ ปลายใบเว้า โคนใบแหลม

ออกดอกตามซอกใบ เป็นดอกเดี่ยว กลับดอกสีเหลือง ส่วนโคนดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปกรวย ปลายแยกเป็น 5 กลีบ ออกดอกตลอดทั้งปี ติดผลเป็นฝัก มีลักษณะ 5 เหลี่ยม มีขนขึ้นปกคลุม ยาว 4-6 มิลลิเมตร เมื่อผลแก่แห้ง จะดีดเมล็ดออกมา

ข้อมูลเบื้องต้น ส้มกบ, การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์ ...
🙄การขยายพันธุ์
โดยเมล็ด และมีเหง้าที่จะเลื้อยแผ่ไปตามดิน

สรรพคุณทางยา
👉🏿ต้นสดต้มน้ำดื่ม แก้ดีซ่านตัวเหลือง

👉🏿ใช้ล้างแผลฟกช้ำ ไฟไหม้ น้ำร้อนลวก หรือตำแล้วพอกแผล

👉🏿พอกรากฟันที่เป็นหนอง หากเลือดกำเดาไหลใช้อุดรูจมูก

👉🏿คั้นเอาน้ำจากต้นสดผสมน้ำผึ้ง แก้หนองใน ปัสสาวะเป็นเลือด

👉🏿ต้นสดตำผสมเกลือ นำมาห่อผ้าขาวแล้วใช้อม แก้เจ็บคอ หรือจิบน้ำคั้นบ่อยๆ

👉🏿กินต้นสดผสมข้าว แก้อาการไอ หอบ แต่ไม่ควรใช้ติดต่อกันนาน 3 วัน เพราะส้มกบมีออกซาเลท อาจทำให้เกิดนิ่วในไตได้

👉🏿ต้นแห้งบดแล้วต้มน้ำดื่ม แก้โรคบิด ฝีที่เต้านม ผสมกับเกลือแล้วต้มน้ำดื่ม แก้อาเจียนเป็นเลือด หรือกระอักเลือด

👉🏿ข้อมูลเพิ่มเติม
ส้มกบนี้มีพิษต่อแกะ เมื่อกินเข้าไปแล้วจะทำให้แกะเดินโซเซ และล้มตายไปในที่สุด

น้ำคั้นจากต้น มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อ Staphylococcus aureus และแบคทีเรียแกรมบวกอื่นอีกด้วยแต่จะไม่มีผลต่อ Escherichia coli

ลำต้นมีกรดมาลิกในใบมีเกลือ oxalate อยู่จำนวนมากประมาณ 12% (ในน้ำหนักแห้ง) และนอกจากนี้ยังมีกรดซิตริกและกรดทาร์ทาริก อยู่เป็นจำนวนมากอีกด้วย มีแคโรทีน 3.6% แคลเซี่ยม 5.6% และวิตามินซี 125 มก.%

👉🏿เป็นยังไงครับสมุนไพรส้มกบชื่อดูมันก็แปลกๆอยู่นะครับ..ส้ม + กบ😁😁

แต่สรรพคุณทางยานี่รับรองมีมากแน่นอน
ค้นหา

ก็อย่างว่านะครับมีสรรพคุณมากมันก็ย่อมมีโทษเหมือนกัน...ถ้าเรารู้จักใช้สมุนไพรให้ถูกวิธี...ยอมรับเลยว่าผมก็เพิ่งรู้จัก ส้มกบ วันนี้ล่ะครับ😁😁

วันอังคารที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

ข่าลิง สมุนไพร สรรพคุณทางยา มากมาย


ข่าลิงเป็นไม้ล้มลุก มีเหง้าใต้ดิน เนื้อในสีขาว ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปหอกแกมขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนใบสอบ มีขนประปรายที่ขอบใบและ ริมขอบ เส้นกลางใบด้านล่างสองข้างเป็นแนวยาว กาบใบเรียงซ้อนกันแน่น 

ดอกขาวแกมเหลืองแดง กลีบดอกโคนเชื่อมเป็นหลอดสั้นๆปลายแยกเป็น 3 กลีบ เกสรเพศผู้ ส่วนที่เป็นกลีบอยู่บนกลีบดอก เหนือหลอดกลีบดอกนูนสีแดง โคนกลีบแยก 2 หยัก รูปสามเหลี่ยมขนาดเล็ก สีแดง ก้านเกสรโค้งเล็กน้อย มีขนประปราย อับเรณูสีครีม เกสรเพศเมีย ก้านเกสรยาว สีขาว ผล รูปกลม ผลแก่สีส้มถึงแดง ปลายผลมักมีกลีบแห้งติดอยู่ 

ทางการแพทย์แผนไทยจะใช้เหง้าและราก แก้ประดง รักษากามโรค เกลื้อน พิษฝี ปวดท้อง ผายลม ขับลมในลำไส้ เหง้าสดเมื่อนำมาสกัดน้ำมันหอมระเหยโดยการต้มกลั่น จะได้น้ำมันหอมระเหยร้อยละ 0.17

วันอังคารที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2564

คุณประโยชน์ของ กล้วย


กล้วยน้ำว้า

        กล้วยน้ำว้า เป็นผลไม้ไทยๆ ที่มีมาแต่โบราณแล้ว คนไทยทุกคนเกิดมาก็ต้องรู้จักกล้วยน้ำว้าเป็นอย่างดี เพราะปลูกง่าย โตเร็ว ออกดอก และให้ผลผลิตที่เร็วพอๆ กับการแตกหน่อใหม่เพื่อใช้ในการขยายพันธุ์ต่อไป

        กล้วย เป็นไม้ผลที่คนไทยรู้จักกันมานาน เนื่องจากกล้วยมีถิ่นกำเนิดในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งในภูมิภาคดังกล่าว จากการศึกษาพบว่า กล้วยมีวิวัฒนาการถึง ๕๐ ล้านปีมาแล้ว ดังนั้นจึงเป็นไม้ผลที่มนุษย์รู้จักบริโภคเป็นอาหารกันอย่างแพร่หลาย เชื่อกันว่า กล้วยเป็นไม้ผลชนิดแรก ที่มีการปลูกเลี้ยงไว้ตามบ้าน และได้แพร่พันธุ์จากเอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปยังดินแดนอื่นๆ ในระยะเวลาต่อมา

        กล้วย มีการปลูกกันมากในเอเชียใต้ ปัจจุบัน ประเทศอินเดียเป็นประเทศที่มีการปลูกกล้วยมากที่สุดในโลก และมีพันธุ์กล้วยมากมายอีกด้วย เหมาะสมกับที่มีการกล่าวกันไว้ในหนังสือของชาวอาหรับว่า "กล้วยเป็นผลไม้ของชาวอินเดีย" 

        ต่อมา ได้มีหมอของจักรพรรดิโรมันแห่งกรุงโรมชื่อว่า แอนโตนิอุส มูซา (Antonius Musa) ได้นำหน่อกล้วยจากอินเดีย ไปปลูกทางตอนเหนือของอียิปต์ เมื่อประมาณ ๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว หลังจากนั้น มีการแพร่ขยายพันธุ์กล้วยไปในดินแดนของแอฟริกา ที่ชาวอาหรับเข้าไปค้าขาย และพำนักอาศัย จนกระทั่งเมื่อประมาณ ค.ศ. ๙๖๕ ได้มีการกล่าวถึงกล้วยว่า ใช้ในการประกอบอาหารชนิดหนึ่งของชาวอาหรับ ซึ่งอร่อย และเป็นที่เลื่องลือมาก ชื่อว่า กาลาอิฟ (Kalaif ) เป็นอาหารที่ปรุงด้วยกล้วย เมล็ดอัลมอนด์ น้ำผึ้ง ผสมกับน้ำมันนัต (Nut oil) ซึ่งสกัดจากผลไม้เปลือกแข็งชนิดหนึ่ง นอกจากใช้ประกอบอาหารแล้ว ชาวอาหรับยังใช้กล้วยทำยาอีกด้วย ชาวอาหรับเรียกกล้วยว่า "มูซา" ตามชื่อของหมอ ที่เป็นผู้นำกล้วยเข้ามาในอียิปต์เป็นครั้งแรก

        ในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ ๑๕ ชาวโปรตุเกสได้เดินเรือไปค้าขายบริเวณชายฝั่งตะวันตกของทวีปแอฟริกา และได้นำกล้วยไปแพร่พันธุ์ที่หมู่เกาะคะแนรี ซึ่งตั้งอยู่นอกชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของทวีป หลังจากนั้น ชาวสเปนจึงได้นำกล้วยจากหมู่เกาะคะแนรีเข้าไปปลูกในหมู่เกาะอินดีสตะวันตกในอเมริกากลาง โดยเริ่มปลูก ที่อาณานิคมซันโตโดมิงโก บนเกาะฮิสปันโยลาเป็นแห่งแรก แล้วขยายไปปลูกที่เกาะอื่นในเวลาต่อมา ส่งผลให้ดินแดนในอเมริกากลางมีการปลูกกล้วยเป็นพืชเศรษฐกิจกันอย่างแพร่หลาย และนับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ เป็นต้นมา ได้กลายเป็นแหล่งปลูกกล้วยส่งเป็นสินค้าออกมากที่สุดของโลก โดยปลูกมากในประเทศคอสตาริกา และประเทศฮอนดูรัส

        ในบรรดากล้วยในบ้านเรา กว่า 20 ชนิด กล้วยน้ำว้า ถือว่าเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์ที่สมบูรณ์แบบที่สุดชนิดหนึ่ง เพราะเนื่องจากในผลกล้วยจะมีวิตามินบี 1 และบี 2 ที่ช่วยในการเร่งเผาผลาญ น้ำตาลและไขมัน ช่วยฟื้นฟูร่างกายจากการเหนื่อยล้า อีกทั้งยังมีโพแทสเซียมช่วยในการขับโซเดียม อันเป็นหนึ่งในตัวการที่จะทำให้ความดันเลือดสูงออกทางปัสสาวะ และส่งผลให้ลดการบวมของร่างกายได้ประโยชน์และคุณค่าทางโภชนาการ ที่ได้จากกล้วยน้ำว้า ไม่ว่าจะผลดิบ ห่าม หรือสุก กล้วยก็สามารถนำมาประกอบอาหาร ได้หลายรูปแบบ และรสชาติความอร่อยก็ไม่ซ้ำแบบกัน

กล้วยน้ำว้าสุกงอม นำมาครูด หรือขูดเบาๆ สามารถใช้เป็นอาหารสำหรับเด็กทารกเนื่องจากย่อยง่าย ช่วยระบายท้อง

กล้วยน้ำว้าดิบและห่าม นำมาใช้ทำแกงคั่ว แกงเผ็ด ทำกล้วยฉาบ ปิ้ง นึ่ง ทอด อบ กวน และเชื่อม

กล้วยน้ำว้าสุก นำมาทำเป็นของหวาน เช่น กล้วยบวชชี กล้วยแขก กล้วยตาก ขนมกล้วย

        หัวปลี ยังสามารถนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของแกงเลียง เป็นอาหารบำรุงน้ำนมสำหรับสตรีหลังคลอด หรือใส่ต้มข่า ต้มยำ ยำหัวปลี ลวกหรือเผาจิ้มน้ำพริก ใช้เป็นเครื่องเคียง ผัดไทย ผัดหมี่ เต้าเจี้ยวหลน กะปิหลน ขนมจีนน้ำพริก ก็ช่วยเพิ่มรสชาติอาหารให้อร่อยมากยิ่งขึ้นได้

        หลายคนอาจมองจะมองว่าเป็นผลไม้ที่ไม่น่าจะให้พลังงานได้เยอะ แต่เชื่อหรือไม่ว่า กล้วยน้ำว้าเป็นแหล่งพลังงานสำรองชั้นดี เพราะใน 1 ผล สามารถให้พลังงานถึง 100 แคลอรี ซึ่งประกอบด้วยน้ำตาลธรรมชาติอยู่ 3 ชนิด คือ ซูโครส ฟรุกโทส และกลูโครส รวมไปถึงเส้นใยและกากอาหาร

        กล้วยน้ำว้า มีโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตแล้ว ช่วยป้องกันโรคความดัน และสารอาหารจำพวกโปรตีนที่มีกรดอะมิโนที่จำเป็นสำหรับมนุษย์อยู่หลายชนิด

หัวปลี 

-ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด และบำรุงและขับน้ำนมสำหรับมารดาหลังคลอดบุตร

ผลสุก

-เป็นยาระบาย สำหรับผู้ที่อุจจาระแข็ง หรือเป็นริดสีดวงทวารขั้นแรกจนกระทั่งถ่ายเป็นเลือด 

เปลือกกล้วย

-บรรเทาอาการคันอันเนื่องมาจากแมลงกัดต่อย และผื่นแดงจากอาการคัน รักษาโรคหูดบนผิวหนัง ช่วยฆ่าเชื้อ ที่เกิดจากบาดแผล

ยางกล้วย

-ใช้ในการห้ามเลือดได้

ราก

-แก้ขัดเบา

ก้านใบตอง

-ช่วยลดอาการบวมของฝี (ก่อนใช้ต้องตำให้แหลกๆ

ใบอ่อน

-นำไปอังไฟให้นิ่ม ใช้ประคบแก้อาหารเคล็ดขัดยอกได้

ใบตอง

-นำมาใช้ทำกระทง ห่อขนม ห่ออาหาร ทำบายศรี บวงสรวงในงานต่างๆ
 
คุณค่าทางโภชนาการของกล้วยน้ำว้ากล้วยน้ำว้า 100 กรัม ให้คุณค่าทางโภชนาการดังนี้

-พลังงาน       122 กิโลแคลอรี

-โปรตีน         1.2 กรัม

-ไนอาซิน       0.6  มิลลิกรัม

-วิตามินซี       14.0  มิลลิกรัม

-คาร์โบไฮเดรต 26.1 กรัม

-แคลเซียม       12.0 มิลลิกรัม

-ไขมัน             0.3 กรัม

-ฟอสฟอรัส       32.0 มิลลิกรัม

-วิตามินเอ         375 หน่วยสากล

-เหล็ก             0.8 มิลลิกรัม

-วิตามินบี 1      0.03 มิลลิกรัม

-วิตามินบี2       0.04 มิลลิกรัม

-น้ำ                 7.6 กรัม

ประโยชน์ของกล้วยน้ำว้า
แก้อาการนอนไม่หลับ
-มีส่วนช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ ช่วยลดอาการหงุดหงิดของผู้หญิงที่อยู่ในช่วงมีประจำเดือน
-รักษาโรคซึมเศร้า และช่วยลดความเครียดได้ เนื่องจากสารอาหารบางชนิด เช่น โปรตีน ทริปโตเฟน ที่อยู่ในกล้วยมีส่วนช่วยในการผลิตสารเซโรโทนิน หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อฮอร์โมนแห่งความสุข จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเมื่อรับประทานแล้วจึงทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายและอารมณ์ดีขึ้นได้

บรรเทาอาการของโรคริดสีดวงทวาร และป้องกันการเกิดโรคมะเร็งลำไส้
-หากกำลังเผชิญปัญหาเกี่ยวกับการขับถ่าย ถ่ายเป็นเลือดหรือเป็นโรคริดสีดวงทวาร กล้วยน้ำว้าช่วยได้ เพราะมีกากใยจำนวนมาก ทำให้อุจจาระนุ่ม จึงมีส่วนช่วยบรรเทาอาการดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
-มีฤทธิ์ในการป้องกันการเกิดมะเร็งในลำไส้ด้วย เป็นยาระบายช่วยแก้ท้องผูก หรือระบบขับถ่ายไม่ปกติ เนื่องมาจากสารเพคติน จะเป็นตัวเพิ่มใยอาหารให้กับลำไส้ เมื่อลำไส้มีกากอาหารมาก จะไปดันผนังลำไส้ ทำให้ผนังลำไส้เกิดการบีบตัว จึงทำให้รู้สึกอยากถ่าย

รักษาโรคโลหิตจาง
-กล้วยน้ำว้าอุดมไปด้วยธาตุเหล็กสูง จึงช่วยในการผลิตฮีโมโกลบินในเลือด ผู้ที่มีปัญหาโลหิตจางจึงสามารถรับประทานเพื่อช่วยบรรเทาอาการได้

บรรเทาโรคกระเพาะอาหาร
-กล้วยน้ำว้าดิบมีฤทธิ์ต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ โดยจะออกฤทธิ์สมานแผลและช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับเนื้อเยื่อเมือกในกระเพาะ

-ลดอาการเสียดท้อง รวมถึงช่วยลดกรดในกระเพาะอาหารด้วย ผู้ที่เป็นโรคกระเพาะหรือกระเพาะอักเสบ ควรรับประทานเป็นประจำทุกวัน เพื่อช่วยรักษาแผลลำไส้ชนิดเรื้อรัง เพราะกล้วยน้ำว้านั้นมี มีเซโรโทนิน ซึ่งช่วยให้กระเพาะหลั่งเมือกมาปกคลุม ทำให้กรดไม่สามารถกัดกะเพราะได้

หมายเหตุ ในกล้วยดิบ จะกระตุ้นเซลล์ในเยื่อบุกระเพาะเพื่อหลั่งสารพวก “มิวซิน” ออกมาเคลือบกระเพาะ ซึ่งมีฤทธิ์ในการรักษาแผลในกระเพาะ

แก้อาการท้องเสีย
-กล้วยน้ำว้าอุดมไปด้วยสารแทนนิน ซึ่งมีส่วนช่วยรักษาอาการท้องเสียชนิดที่ไม่รุนแรง (แทนนินทำให้ท้องผูก) แก้อาการท้องเสีย

        โดยการนำกล้วยน้ำว้าดิบมาปอกเปลือก แล้วนำเนื้อมาฝานเป็นแผ่นบางๆ แตกแดด 2 วัน ให้แห้งกรอบ บดเป็นผงให้ละเอียด ใช้ทานครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ ละลายน้ำข้าว หรือน้ำผึ้ง ทานก่อนอาหาร ครึ่งชั่วโมง หรือก่อนนอนทุกวัน

ช่วยชะลอความแก่
-สารต้านอนุมูลอิสระที่อุดมอยู่ในกล้วยน้ำว้ามีส่วนช่วยชะลอความแก่ได้ ดังนั้นผู้ที่อยากชะลอวัยให้ผิวพรรณยังแลดูอ่อนเยาว์ ควรรับประทานเป็นประจำ

        อีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยบรรเทาผิวหยาบกร้านให้กลับมานุ่มและชุ่มชื่นคือ การมาส์กผิวด้วยกล้วยน้ำว้า โดยนำกล้วยสุกมาบดให้ละเอียด เติมน้ำผึ้งประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากัน นำไปพอกบริเวณผิวที่หยาบกร้าน ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีแล้วล้างออก จะช่วยให้ผิวนุ่มเนียนขึ้น

ช่วยลดน้ำหนัก
-กล้วยน้ำว้ามีส่วนช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือดได้ และมีกากใยสูงซึ่งช่วยให้อิ่มไว จึงช่วยลดอาการอยากรับประทานของจุบจิบได้

ช่วยลดกลิ่นปาก 

-การรับประทานกล้วยน้ำว้า 1 ผลในตอนยเช้า ก่อนแปรงฟัน จะช่วยลดกลิ่นปากลงได้ โดยที่ไม่ต้องพึ่งน้ำยาบ้วนปากเลย

รักษาอาการเจ็บคอ ไอแห้ง 

-ผู้ที่มีปัญหาไอ เจ็บคออย่างหนัก ให้ลองรับประทานกล้วยน้ำว้าวันละ 4-6 ผล โดยที่จะแบ่งรับประทานกี่ครั้งก็ได้ แต่ไม่แนะนำให้รับประทานครั้งเดียวเพราะอาจส่งผลให้เกิดอาการจุกเสียดและอาเจียนได้

แก้ผื่นคันจากยุงกัด 
-หากมีผื่นคันจากการถูกยุงกัด แนะนำให้ใช้เปลือกกล้วยรักษา โดยใช้ด้านในของเปลือกมาทาบริเวณที่ถูกยุงกัด จะทำให้อาการคันลดลง

ข้อควรระวังการบริโภคกล้วยน้ำว้า
-การรับประทานกล้วยน้ำว้าในปริมาณมาก โดยเฉพาะกล้วยที่ยังอยู่ในช่วงห่าม อาจทำให้เกิดการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นท้อง เพราะมีแทนนินมาก

-กล้วยน้ำว้าสุก มีฤทธิ์ช่วยในการระบาย และเพิ่มประสิทธิภาพของระบบขับถ่าย หากรับประทานติดต่อกันในปริมาณมาก อาจส่งผลให้เกิดการท้องเสีย
กินกล้วยน้ำว้าแล้วอ้วนไหม
        เนื่องจากกล้วยน้ำว้า ให้พลังงานมากกว่ากล้วยชนิดอื่น ๆ (1 ผล = 100 กิโลแคลอรี่) การรับประทานในปริมาณที่มากเกินไป อาจส่งผลให้ร่างกายได้รับพลังงานเกินความจำเป็น จนอาจทำให้เกิดโรคอ้วนได้ แต่หากรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ ก็นับเป็นแหล่งพลังงานชั้นดีเลยทีเดียว
 
ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมชม

วันเสาร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2564

ต้น ตาเสือ


ต้นตาเสือ
ตาเสือ ชื่อวิทยาศาสตร์ Aphanamixis polystachya (Wall.) R.Parker จัดอยู่ในวงศ์กระท้อน (MELIACEAE)

สมุนไพรตาเสือ มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า เลาหาง (เชียงใหม่), ขมิ้นดง (ลำปาง), เซ่ (แม่ฮ่องสอน), เย็นดง (กำแพงเพชร), ตาปู่ (ปราจีนบุรี), มะยมหางก่าน (บุรีรัมย์), ตุ้มดง (กระบี่), มะหังก่าน มะฮังก่าน มะอ้า (ภาคเหนือ), โกล ตาเสือ (ภาคกลาง), แดงน้ำ (ภาคใต้), เชือย โทกาส้า พุแกทิ้ เส่ทู่เก๊าะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮองสอน), ยมหังก่าน (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน) เป็นต้น

ลักษณะของตาเสือ
ต้นตาเสือ จัดเป็นไม้ยืนต้น มีความสูงได้ถึง 25 เมตร เปลือกต้นหนาแตกเป็นสะเก็ดหลุดล่อนออก ตามกิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขนสีเหลือง
ใบตาเสือ ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายใบคี่ ออกเรียงสลับ มีใบย่อยประมาณ 3-7 คู่ ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปรีแกมขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนใบกลมเบี้ยว ส่วนขอบใบเรียบเป็นคลื่น ๆ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-7 เซนติเมตร และยาวประมาณ 6-18 เซนติเมตร แผ่นใบเรียบเกลี้ยงเป็นสีเขียวเข้ม

ดอกตาเสือ ออกดอกเป็นช่อแยกแขนงยาว โดยจะตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ดอกเป็นแบบแยกเพศ มีทั้งช่อดอกเพศผู้ ช่อดอกเพศเมีย และช่อดอกที่มีทั้งสองเพศ ดอกมีขนาดเล็กสีเหลืองอ่อน ลักษณะเป็นรูปทรงกลม กลีบเลี้ยงดอกเชื่อมติดกันปลายแยกออกเป็น 3 แฉก สีเขียวและมีขน ส่วนกลีบดอกมี 3 กลีบ สีเหลือง เกสรเพศผู้เชื่อมติดกัน รังไข่อยู่เหนือวงกลีบ

ผลตาเสือ ผลมีลักษณะกลม ขนาดประมาณ 3.5-5 เซนติเมตร เมื่อแก่จะแตกออกเป็น 2-3 ซีก ภายในผลมีเมล็ดสีน้ำตาลดำและมีเยื้อหุ้มเมล็ดสีแดง

สรรพคุณของตาเสือ
เนื้อไม้มีรสฝาด มีสรรพคุณเป็นยาแก้ธาตุพิการ (เนื้อไม้)เปลือกต้นมีรสฝาดเมา มีสรรพคุณเป็นยาปิดธาตุ กล่อมเสมหะ แก้เสมหะ (เปลือกต้น)
แก่นใช้ทำเป็นยาสมานท้องไส้ได้ดี (แก่น)
เนื้อไม้ใช้เป็นยาแก้ท้องเสีย (เนื้อไม้)
ใช้เป็นยาแก้บิดมูกเลือด (เปลือกต้น)
เปลือกต้นนำมาต้มเอาน้ำดื่มเป็นยาขับโลหิต ขับระดู รัดมดลูก (เปลือกต้น)
เปลือกต้นใช้เป็นยาสมานแผล (เปลือกต้น)
ใบมีรสฝาดเมา ใช้เป็นยาแก้บวม (ใบ)
ผลมีรสฝาดเมา ใช้เป็นยาแก้บวมตามข้อต่าง ๆ ในร่างกาย หรือใช้เปลือกต้นนำมาต้มเอาน้ำดื่มเป็นยาแก้ปวดตามข้อ (เปลือกต้น,ผล)
ข้อควรระวัง : ทุกส่วนของต้นตาเสือเป็นพิษ กินมากอาจทำให้ตายได้ และเห็ดที่เกิดจากขอนไม้ตาเสือเมื่อ
กินเข้าไปจะทำให้เกิดอาการเมาอาเจียนถึงตายได้เช่นกัน
ประโยชน์ของตาเสือ
ไม้ตาเสือสามารถเอามาทำเป็นเฟอร์นิเจอร์ได้ดี เพราะเนื้อไม้มีความแข็ง เหนียว มีความแข็งแรงทนทานดี
ผลใช้เป็นอาหารของนกเงือก

รายการบล็อกของฉัน