ค้นหา

บทความที่ได้รับความนิยม

Wikipedia

ผลการค้นหา

วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2565

ต้นผักขมหิน” ไม่ใช่วัชพืช เก็บมาทำยา มากสรรพคุณ และ เป็นอาหารได้

ต้นผักขมหิน” ไม่ใช่วัชพืช เก็บมาทำยา มากสรรพคุณ และ เป็นอาหารได้

“ต้นผักขมหิน” ไม่ใช่วัชพืช เก็บมาทำยา และอาหารได้ ..ผักขมหิน Boerhavia diffusa L.

ชื่ออื่น นังกู่แซ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน); ปังแป (ภาคเหนือ); ผักขมฟ้า (สุโขทัย); ผักขมหิน (ภาคกลาง); ผักเบี้ยหิน (ภาคเหนือ); ผักปั๋งดิน (เชียงใหม่); ผักเมียก (ตาก)
เป็นวัชพืชทั่วไปในเขตร้อน กินเป็นผักสด มีสรรพคุณด้านสมุนไพรหลายอย่าง ในออสเตรเลียถือว่าเป็นวัชพืชชั้นดี ใช้เลี้ยงแกะและวัว

ลักษณะ ไม้ล้มลุก ลำต้นทอดเลื้อยยาวได้ถึง 1-2 ม. รากหนา ใบรูปไข่แกมรูปขอบขนานหรือรูปใบหอก ยาว 1-5 ซม. ปลายแหลมหรือมน โคนกลมหรือตัด ขอบใบมีต่อมขนสีแดง ก้านช่อดอกยาว ใบประดับรูปสามเหลี่ยมขนาดเล็ก ปลายเรียวแหลม ติดทน แต่ละช่อกระจุกย่อยส่วนมากมี 2-5 ดอก ดอกสีชมพู แดง หรือขาว ก้านดอกสั้นหรือไร้ก้าน กลีบรวม 1.5-2 มม. ปลายจักตื้น ๆ เกสรเพศผู้ส่วนมากมี 2-3 อัน ยื่นพ้นหลอดกลีบเล็กน้อย ผลรูปคล้ายกระบอง ปลายมนกลม มี 5 สัน ยาว 2-3.5 มม. มีต่อมเหนียวกระจายและขนประปราย

ต้นผักขมหิน ชื่อวิทยาศาสตร์ Boerhavia Diffusa L. วงศ์ NYCTAGINACEAE

ต้นผักขมหิน หรือที่ นางนิปะห์ นิเฮง หมอยาสมุนไพรบ้านอีนอ ตำบลลาโละ อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส จะรู้จักและเรียกชื่อในภาษามลายูถิ่นคือ ต้นบายังตือเลาะ (Bayang Telak) หมายถึง ต้นผักโขมที่แผ่ปกคลุมดิน หรือมีอีกชื่อที่ใช้เรียกกันคือ ต้นบายังตาเนาะห์ (Bayang tanah) หมายถึง ต้นผักโขมดิน จัดเป็นต้นพืชสมุนไพรที่มีขึ้นทั่วไปตามป่าข้างทาง หรือที่รกร้างต่างๆ

ซึ่งปัจจุบันน้อยคนนักที่จะรู้จักต้นพืชชนิดนี้ และอาจมองว่า เป็นหนึ่งในต้นวัชพืชแล้วด้วยซ้ำไป เพราะไม่ค่อยมีคนเก็บเพื่อนำมาใช้ประโยชน์กันอย่างแพร่หลายดังเช่นในสมัยก่อนกัน

สำหรับแม่หมอนิปะห์ นิเฮง นั้น ท่านได้เล่าว่า ปัจจุบันต้นผักขมหินนั้นจะค่อนข้างหายากมาก พื้นที่ที่เคยเป็นแหล่งเก็บเกี่ยวนั้น ได้มีสิ่งก่อสร้างต่างๆ เข้ามาแทนที่ แต่ท่านก็จะชอบเก็บต้นผักขมหินทุกครั้งเมื่อมีโอกาสพบเจอ ซึ่งท่านได้นำมาใช้ประโยชน์ทั้งในด้านอาหารและยารักษาโรค เช่น นำมาแกงเลียง แกงกะทิ ลวกต้มจิ้มน้ำพริกบูดู รับประทานเป็นผักกับข้าว เป็นต้น

ส่วนการใช้ในด้านยารักษาโรคนั้น ท่านเล่าว่า สามารถนำมาใช้รักษาอาการผื่นแดงที่ขึ้นตามตัวในเด็ก แก้ไข้หัด แก้ไข้ตัวร้อน รักษาฝี แก้แผลฟกช้ำดำเขียว รักษาโรคไต บรรเทาอาการปวดของโรคนิ่วในไต ขับปัสสาวะ และอื่นๆ เป็นต้น

ตำรับต่างๆ ที่ใช้สำหรับรักษาโรคต่างๆ เหล่านี้นั้น เคยมีการนำมาใช้ตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษสืบทอดกันมาอย่างยาวนานแล้ว นอกจากนี้ ต้นผักขมหินก็ยังสามารถนำมาปลูกเพื่อประดับสวนรอบบริเวณบ้านให้มีความสวยงามน่าอยู่ได้อีกด้วย

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

นักวิจัยคาดว่าต้นสนไซเปรสชื่อ Alerce Milenario ในชิลี คือต้นไม้ที่มีอายุมากที่สุดในโลก


นักวิจัยคาดว่าต้นสนไซเปรสชื่อ Alerce Milenario ในชิลี คือต้นไม้ที่มีอายุมากที่สุดในโลก อาจมีอายุมากถึง 5,484 ปี หากได้รับการยืนยันเป็นที่เรียบร้อยจะโค่นตำแหน่งเก่าของต้นสนในสหรัฐฯ ซึ่งมีอายุ 4,853 ปี
.
นักวิทยาศาสตร์ในชิลีคาดว่า ต้นสนไซเปรสปาตาโกเนีย (Fitzroya cupressoides) ที่มีลำต้นหนา 4 เมตร และเป็นที่รู้จักกันในนามว่า Alerce Milenario หรือ Gran Abuelo (ต้นสนปู่ทวด) แห่งอุทยาน Alerce Costero อาจเป็นต้นไม้ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก โดยอาจมีอายุมากถึง 5,484 ปีเลยทีเดียว 


ในปี 2020 ดร. Jonathan Barichivich นักวิจัยชาวชิลีได้ทำการเจาะตัวอย่างไม้ เพื่อนำไปวิเคราะห์หาอายุด้วยการสร้างแบบจำลองในคอมพิวเตอร์ อย่างไรก็ตาม Barichivich ไม่สามารถเจาะได้ถึงแก่นไม้ และยังไม่ได้ทำการนับวงปี จึงยังไม่สามารถตีพิมพ์ผลวิจัยอย่างเป็นทางการ


โดย Barichivich หวังว่าจะได้ตีพิมพ์งานศึกษาในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ถ้าหากว่าสิ่งที่เขาค้นพบได้รับการยืนยัน ต้นสนปู่ทวดต้นนี้ก็จะโค่นตำแหน่งเก่าของ ต้นสนบริสเทิลโคน ชื่อ Methuselah ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐฯ ซึ่งมีอายุประมาณ 4,853 ปี


สำหรับสนไซเปรสปาตาโกเนีย จัดเป็นสนในวงศ์เดียวกับต้นสนยักษ์ซีคัวญา (Giant Sequoia) และสนเรดวู้ด (Redwood) โดยถือเป็นสนพื้นถิ่นของชิลีและอาร์เจนตินา เป็นพืชที่เติบโตช้ามาก ๆ แต่อาจมีความสูงได้ถึง 45 เมตร ปัจจุบันสนชนิดนี้กำลังถูกคุกคามจากพืชต่างถิ่น การตัดไม้ทำลายป่า และภาวะโลกรวน ที่ทำให้สภาพอากาศในพื้นที่แห้งแล้งขึ้น

ข้อมูลเพิ่มเติม
ต้นไซเปรสมีต้นกำเนิดและลักษณะอย่างไร?

ไซเปรส o คิวเพรส พวกเขาเป็นต้นไม้หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นสนที่เขียวชอุ่มตลอดปีซึ่งมีต้นกำเนิดในเขตอบอุ่นของซีกโลกเหนือโดยเฉพาะในยุโรปและเอเชีย พวกมันสามารถเข้าถึงความสูงได้ถึง 40 เมตรโดยมีแบริ่งเสี้ยมและลำต้นตรงที่มีเปลือกไม้บาง ๆ. ใบมีความยาว 2 ถึง 6 มม. รูปทรงเกล็ดและโดยทั่วไปมีสีเขียว สิ่งเหล่านี้ยังคงอยู่ในพืชเป็นเวลาหลายเดือนหรือหลายปีก่อนที่จะถูกแทนที่ด้วยสิ่งใหม่


บานในช่วงปลายฤดูหนาว. ดอกตัวผู้และตัวเมียแตกหน่อในตัวอย่างเดียวกัน รูปกรวยรูปไข่สีเหลืองหรือสีส้มเข้มในอดีตและกรวยทรงกลมสีแดงและน้ำตาล

รายการบล็อกของฉัน