ค้นหา

บทความที่ได้รับความนิยม

Wikipedia

ผลการค้นหา

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมชาติ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมชาติ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2567

Valle dei Mulini รอยแยกของเปลือกโลกที่อิตาลี ธรรมชาติทวงคืนโรงโม่แป้ง ที่ถูกลืม แห่งซอร์เรนโต ประเทศอิตาลี


Valle dei Mulini รอยแยกของเปลือกโลกที่อิตาลี ธรรมชาติทวงคืนโรงโม่แป้ง ที่ถูกลืม แห่งซอร์เรนโต ประเทศอิตาลี

เมื่อมนุษย์ต้องการสร้างสิ่งต่างๆแต่ลืมดูว่านั่นคือธรรมชาติที่ไม่เหมาะสมกับการอยู่อาศัยเมื่อมนุษย์จะดันทุรังสร้างสิ่งต่างๆตึกรามบ้านช่องแต่สุดท้ายธรรมชาติก็ทวงคืนดังบทความนี้

Valle dei Mulini รอยแยกของเปลือกโลกที่อิตาลี ธรรมชาติทวงคืนกลืนโรงโม่แป้ง ที่ถูกลืมแห่งซอร์เรนโต ประเทศอิตาลี


Vallone dei Mullini เป็นรอยแยกของเปลือกโลกที่อิตาลี ในซอร์เรนโต และเต็มไปด้วยอาคารร้าง เช่น โรงโม่แป้ง พื้นที่อาบน้ำสาธารณะ และโรงเลื่อย 

รอยแยกนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 35,000 ปีก่อนเนื่องจากการปะทุภูเขาไฟครั้งใหญ่ของที่ราบ Flegreian การสะสมของเศษซากและลำธารที่ไหลสม่ำเสมอที่เรียกว่า 'Casarlano' และ 'Sant'Antonino' ทำให้เกิดภูมิประเทศ และทำให้สถานที่นี้เหมาะสำหรับโรงโม่แป้ง อาคารเหล่านี้สร้างจากหินและมีอายุย้อนกลับไปในยุคกลาง Vallone Dei Mullini แปลว่า "หุบเขาแห่งโรงโม่แป้ง" 

ครั้งแรก โรงโม่แป้งถูกสร้างขึ้นในรอยแยก หลังจากประสบความสำเร็จ ชุดอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น โรงเลื่อย 

และโรงซักล้าง ก็ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้น้ำที่ด้านล่าง ในเวลาต่อมา อาคารต่างๆ ถูกปิดและถูกทิ้งร้างเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและความชื้นสูงตามรอยแยก 


หลังจากถูกทิ้งร้าง อาคารต่างๆ ก็ถูกธรรมชาติกลืนกิน 

Vallone Dei Mullini เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความพ่ายแพ้ ของอารยธรรมต่อธรรมชาติและอิทธิพลของการทำลายของมนุษย์ในธรรมชาติ 


🐸มนุษย์คิดว่าจะสามารถเอาชนะธรรมชาติได้และนี่คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าเมื่อมนุษย์คิดจะเอาชนะธรรมชาติแล้วสุดท้ายมนุษย์ก็ต้องพ่ายแพ้แก่ธรรมชาติธรรมชาติทวงคืนสุดท้ายแล้วก็กลับไปสู่จุดเริ่มต้นใหม่


วันอังคารที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2564

อุโมงค์สีเขียว ของประเทศจีน

🌲อุโมงค์สีเขียว’ ของประเทศจีน ความสวยงามที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ที่เฉิงตู มณฑลเสฉวนของประเทศจีน นอกจากจะเป็นที่ตั้งของสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมายแล้ว ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่สวยงามและน่าสนใจไม่แพ้กันด้วย นั่นก็คือ ‘อุโมงค์สีเขียว’ ซึ่งมันเป็นสะพานวงแหวนแห่งเฉิงตู ที่สร้างขึ้นเมื่อปี 2013

อุโมงค์แห่งนี้ได้เพิ่มความน่าดึงดูดและน่าสนใจเข้าไปด้วยการปลูกไม้เลื้อยเอาไว้ตลอดระยะทาง 28 กิโลเมตร จึงทำให้มันกลายเป็นสะพานสีเขียวแสนงดงาม ซึ่งพอเวลาผ่านไป บรรดาไม้เลื้อยทั้งหลายก็ได้เติบโตขึ้น และค่อยๆ งอกงามจนกลายเป็นเป็นซุ้มสีเขียวหนา ที่ช่วยสร้างร่มเงา และสร้างความสบายตาให้แก่ผู้เดินทางสัญจรไปมาเป็นอย่างมาก

แต่นอกจากเรื่องของความสวยงามแปลกตาและความร่มรื่นแล้ว อุโมงค์แห่งนี้ยังเป็นแหล่งช่วยสร้างออกซิเจน และช่วยลดมลพิษทางอากาศได้อีกทางด้วยเช่นกัน หรือที่เรียกว่าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมนั่นเอง

ถือเป็นสิ่งก่อสร้างอีกอย่างหนึ่งที่มีความน่าอัศจรรย์ใจไม่น้อยเลยทีเดียว แถมยังเป็นการสร้างจุดเด่นที่น่าสนใจมากๆ 
ให้กับเมืองเฉิงตูอีกต่างหาก งานนี้ถ้าเพื่อนๆ คนไหนมีโอกาสเดินทางไปจีนหรือไปเฉิงตู 
ก็ลองไปชมอุโมงค์สีเขียวแห่งนี้ด้วยตาตัวเองดูสักครั้งแล้วกันนะจ๊ะ
ที่มา : news.cgtn.com

วันเสาร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2562

เปิดบันทึก Yateveoพญาต้นไม้กินคนแห่งอเมริกาใต้

เปิดบันทึก ‘Yateveo’ พญาต้นไม้กินคนแห่งอเมริกาใต้ เรื่องเล่าจากนักเดินป่าเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว
ไม่ใช่จะมีแต่เพียงสัตว์เท่านั้นที่มีพฤติกรรมในการหาอาหารกินด้วยการ “ล่า” ธรรมชาตินั้นยังสร้างให้พืชบางชนิดนั้นมีกลไกในการหาอาหารที่คล้ายๆ กับการล่าของสัตว์ อย่างเช่น ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงที่มีการพัฒนาส่วนของลำต้นให้มีลักษณะคล้ายกับกับดักเพื่อล่อให้แมลงตกลงไปด้านในและค่อยๆ สูบเหยื่อกินอย่างช้าๆ แต่ก็มีเรื่องเล่าที่ยังเป็นปริศนาอยู่ว่ายังมีต้นไม้ไม่ได้กินเพียงแค่แมลงเท่านั้นอยู่ในป่าลึกที่มนุษย์ส่วนใหญ่ยังเข้าไปไม่ถึงอเมริกาใต้

ต้นไม้ชนิดนี้นั้นมีชื่อว่า “Yateveo” ถูกกล่าวถึงในหนังสือชื่อ Land And Sea ที่เขียนโดย J. W. Buel ถูกตีพิมพ์ในปี 1887 โดยเจ้าต้น Yateveo นี้จะขึ้นในป่าลึกแถบอเมริกาใต้ไปจนถึงอเมริกากลางและยังพบในแถบแอฟริกาอยู่ด้วย ลำต้นของ Yateveo มีลักษะเป็นเหมือนตอที่โผล่พ้นพื้นขึ้นมาประมาณ 20-30 ซม. ความกว้างมีตั้งแต่ 50 ซม. ไปจนถึง 2 เมตร บนตอนั้นจะถูกปกคลุมไปด้วยมอสส์จนดูเหมือนเป็นพรมสีเขียว นอกจากนี้ยังมีแขนงยาวๆ ยื่นออกมาจากตอเป็นแฉกอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งแฉกที่ยื่นออกมานั้นมันทั้งยืดหยุ่นและทั้งเคลือบด้วยเมือกเหนียวๆ อีกทั้งยังมีหนามเล็กๆ อยู่เป็นจำนวนมาก 

วิธีการใน “ล่า” ของ Yateveo นั้น พวกมันจะซ่อนแขนงไว้ใต้พื้นและย่อลำต้นลงมาให้ติดพื้นเพื่อรอให้เหยื่อก้าวขึ้นไปเหยียบด้านบน เมื่อมีผู้โชคร้ายเผลอก้าวมาเหยียบ แขนงที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นก็จะเด้งขึ้นมารัดตัวเหยื่อไว้ไม่ให้หนีอย่างรวดเร็ว เมือกเหนียวและหนามที่ขึ้นจะช่วยไม่ให้เหยื่อดิ้นหลุดไปได้ จากนั้นแขนงที่รัดก็จะรัดอย่างรุนแรงจนเหยื่อขาดใจตายและเลือดก็จะไหลลงไปยังตอที่ปกคลุมไปด้วยมอสส์ Yateveo นั้นจะรัดเหยื่อเพื่อรีดเลือดออกมาจนหมดตัว หลังจากนั้นก็จะโยนซากเหยื่อทิ้งไว้ใต้ลำต้นเพื่อให้ย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยต่อไป

เรื่องราวของ Yateveo นั้น เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ชนเผ่าต่างๆ บ้างก็ว่ามันคือเทพเจ้าแห่งป่า ในกลุ่มชนเผ่าแถบอเมริกาใต้นั้นพบว่ามีบันทึกการทำพิธีบูชายัญให้กับ Yatevo ด้วยการจับเชลยมัดแล้วโยนไปที่ตอ เพื่อให้เทพเจ้าได้ดื่มกินเลือดและจะบันดาลชัยชนะในการรบให้กับพวกเขา แต่ในส่วนของเหล่าคนเมืองนั้น เรื่องราวของ Yateveo นั้นยังเป็นปริศนาอยู่ว่ามันคือเรื่องจริงหรือเป็นเพียงนิทานที่เล่าต่อๆ กันมาในหมู่ชนเผ่าเพราะยังไม่เคยมีนักสำรวจคนใดเคยเห็นมันมาก่อน มีแต่คำบอกเล่าเพียงเท่านั้น

เรียบเรียง : Spok

รายการบล็อกของฉัน