ค้นหา

บทความที่ได้รับความนิยม

Wikipedia

ผลการค้นหา

วันศุกร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2566

ประวัติศาสตร์ของชาเขียวและที่มาที่ไปต้นกำเนิดจากที่ไหน และ ชาเขียวมาที่ไทยได้อย่างไร


ประวัติศาสตร์ของชาเขียวและที่มาที่ไปต้นกำเนิดจากที่ไหน และ ชาเขียวมาที่ไทยได้อย่างไร

ชาเขียว (ญี่ปุ่น: 緑茶; โรมาจิ: ryokucha) , จีน: 绿茶 - พินอิน: lǜchá, เป็นชาที่เก็บเกี่ยวจากพืชในชนิด Camellia sinensis เช่นเดียวกับ ชาขาว ชาดำ และชาอู่หลง ชาที่ไม่ผ่านการหมัก 

ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพและมีคุณสมบัติในการต้านทานโรคได้นานาชนิดจึงเป็นที่นิยมของคนส่วนใหญ่ น้ำชาจะเป็นสีเขียวหรือเหลืองอมเขียว กลิ่นหอมอ่อนกว่าอู่หลง ชาเขียวหลงจิ่งที่ราคาสูงที่สุด คือ ฉือเฟิ่งหลงจิ่ง ที่ชงจากใบ จะให้กลิ่นหอมอ่อน ๆ บ้างว่าคล้ายถั่วเขียว รสฝาดน้อย เซนฉะที่ชงจากใบมีกลิ่นอ่อน ๆ 


จนเข้มได้ขึ้นกับการคั่ว บางครั้งมีรสอุมามิจนถึงรสหวานที่รับรู้ได้เฉพาะบางคนเท่านั้น น้ำมันในตัวชาเขียวผ่านการกลั่นมีผลดีต่อร่างกาย ในประเทศไทยจะมีการแต่งกลิ่นเพื่อให้เกิดความน่ารับประทานมากขึ้น

ประวัติ
ชามีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีนกว่า 4,000 ปีมาแล้ว กล่าวคือเมื่อ 2,737 ปีก่อนคริสต์ศักราช ชาเขียวได้ถูกค้นพบโดยจักรพรรดินามว่า เสินหนง ซึ่งเป็นบัณฑิตและนักสมุนไพร ผู้รักความสะอาดเป็นอย่างมาก ดื่มเฉพาะน้ำต้มสุกเท่านั้น วันหนึ่งขณะที่เสินหนงกำลังพักผ่อนอยู่ใต้ต้นชาในป่า 


และกำลังต้มน้ำอยู่นั้น ปรากฏว่าลมได้โบกกิ่งไม้ เป็นเหตุให้ใบชาร่วงหล่นลงในน้ำซึ่งใกล้เดือดพอดี เมื่อเขาลองดื่มก็เกิดความรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาก ชาเขียวถูกพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงศตวรรษต่าง ๆ ดังนี้

ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 3
ชาเป็นยา เป็นเครื่องบำรุงกำลังที่ได้รับความนิยมมากในช่วงศตวรรษที่ 3 ชาวบ้านก็เริ่มหันมาปลูกชากันและพัฒนาขั้นตอนการผลิตมาเรื่อย ๆ


ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 4 และ 5
ชาในประเทศจีนได้รับความนิยมมากขึ้นและได้ผลิตชาในรูปของการอัดเป็นแผ่นคือ การนำใบชามานึ่งก่อน แล้วก็นำมากระแทก ในสมัยนี้ได้นำน้ำชาถึงมาถวายเป็นของขวัญแด่พระจักรพรรดิ


สมัยราชวงศ์ถัง (ค.ศ. 618 - 906)
ถือเป็นยุคทองของชา ชาไม่ได้ดื่มเพื่อเป็นยาบำรุงกำลังอย่างเดียว แต่มีการดื่มเป็นประจำทุกวัน เป็นเครื่องมือเพื่อสุขภาพ

สมัยราชวงศ์ซ้อง (ค.ศ. 960 - 1279)
ชาได้เติมเครื่องเทศแบบในสมัยราชวงศ์ถังแต่จะเพิ่มรสบาง ๆ เช่น น้ำมันจากดอกมะลิ ดอกบัว และดอกเบญจมาศ

สมัยราชวงศ์หมิง (ค.ศ. 1368 - 1644)
ชาที่ปลูกในจีนทั้งหมดเป็นชาเขียว สมัยนั้นกระบวนการผลิตชาได้พัฒนาขึ้นไปอีก ไม่อัดเป็นแผ่น แต่มีการรวบรวมใบชา นำมานึ่ง และอบแห้ง ซึ่งจะเก็บได้ไม่ดีนัก สูญเสียกลิ่นได้ง่าย และรสชาติไม่ดี 

ในช่วงศตวรรษที่ 17 มีการค้าขายกับชาวยุโรป การผลิตเพื่อจะรักษาคุณภาพชาให้นานขึ้น โดยได้คิดค้นกระบวนการที่ เราเรียกว่า การหมัก เมื่อหมักแล้วก็จะนำไปอบ ซึ่งก็เป็นที่มาของชาอูหลง และชาดำ ในประเทศจีน มีการแต่งกลิ่นด้วยโดยเฉพาะกลิ่นดอกไม้

ในประเทศไทย
ในสมัยสุโขทัยช่วงมีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับจีน พบว่าได้มีการดื่มชากัน แต่ก็ไม่ปรากฏหลักฐานว่านำเข้ามาได้อย่างไร และเมื่อใด แต่จากจดหมายของลาลูแบร์ ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้กล่าวไว้ว่า คนไทยได้รู้จักการดื่มชาแล้ว โดยนิยมชงชาเพื่อรับแขก การดื่มชาของคนไทยสมัยนั้นดื่มแบบชาจีนไม่ใส่น้ำตาล สำหรับการปลูกชาในประเทศไทยนั้น แหล่งกำเนิดเดิมอยู่ทางภาคเหนือ


ประเภท
ชาเขียวแบบญี่ปุ่น ชาเขียวญี่ปุ่น เป็นชาประเภทย่อยในชาญี่ปุ่น มีกรรมวิธีการรผลิตคือทำให้แห้งด้วยการอบไอน้ำอย่างรวดเร็ว หรือการนึ่ง มีบางชนิดที่ใช้การคั่ว และการผสม
ชาเขียวแบบจีน ชาเขียวจีน จะมีการคั่วด้วยกะทะร้อน
ชาเขียวญี่ปุ่น

ที่รู้จักกันทั่วไปในไทย
มัตชะ ,เกียวกุโระ
เซ็นชะ ,โฮจิชะ
เก็มไมชะ,ชาเขียวจีน
หลงจิ่ง,ปี้หลัวชุน

วันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2566

ไร่องุ่น ที่เล็กที่สุดในโลกผลิตไวน์ได้เพียง 29 ขวดต่อปี และคุณไม่ควรดื่มมัน มันเปรียบเสมือนงานศิลปะนั่นเอง

Via Mari 10... ไร่องุ่น ที่เล็กที่สุดในโลกผลิตไวน์ได้เพียง 29 ขวดต่อปี และคุณไม่ควรดื่มมัน มันเปรียบเสมือนงานศิลปะนั่นเอง

ด้วยขนาดเพียง 200 ตารางฟุตและผลผลิตไวน์ 29 ขวดต่อปี Via Mari 10 ถือเป็นไร่องุ่นที่เล็กที่สุดในโลก

Via Mari 10 ตั้งอยู่บนชั้นดาดฟ้าของ
วังสมัยศตวรรษที่ 16 ในใจกลาง Reggio Emilia ซึ่งตั้งชื่อตามชื่อและหมายเลขถนน ไม่ใช่ไร่องุ่นทั่วไปของคุณ

ไม่เพียงแต่มีขนาดเล็กอย่างไม่น่าเชื่อเท่านั้น แต่ยังให้ผลผลิตไวน์ต่อปีในปริมาณที่พอเหมาะอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แปลกประหลาดที่สุดเกี่ยวกับไวน์ Via Mari 10 คือคุณไม่ควรดื่มมัน เจ้าของไร่องุ่นถือว่าไวน์ประมาณ 29 ขวดที่ผลิตทุกปีเป็นผลงานศิลปะที่ควรสะสมและชื่นชมมากกว่าบริโภค นั่นเป็นปัญหาอย่างหนึ่ง เมื่อพิจารณาว่าคุณต้องจ่ายเงิน 5,000 ยูโร (5,000 ดอลลาร์) สำหรับไวน์หนึ่งขวดที่คุณไม่ควรดื่มด้วยซ้ำ

“ไวน์ของฉันเป็นการแสดงออกทางศิลปะรูปแบบหนึ่ง เป็นการยั่วยุทางปรัชญา เป็นของที่ควรเก็บไว้ในห้องนั่งเล่นของคุณ เพื่อที่คุณจะได้พูดคุยเรื่องนี้กับเพื่อนๆ และเล่าให้พวกเขาฟังเกี่ยวกับคนบ้าที่ทำไร่องุ่นบนดาดฟ้าของเขา” Tulio Masoni เจ้าของร้าน ของ Via Mari 10 กล่าวกับ CNN “ถ้าคุณเห็นล้อจักรยานในห้องนั่งเล่นมากกว่าร้านซ่อม คุณจะรู้ว่ามันสวยงามขนาดไหน ...

ไร่องุ่นของฉันเป็นเช่นนั้น มันไม่คาดคิด; มันกระตุ้นสมอง มันจุดประกายความคิดใหม่”

Masoni ก่อตั้งไร่องุ่นที่ไม่ธรรมดาหลังจากขายไร่องุ่นในชนบทที่เขาได้รับมาจากพ่อของเขา

ในตอนนั้น เขาคิดว่าการทำไร่องุ่นจะไม่สมเหตุสมผลทางการเงิน แต่ภายหลังเขารู้สึกเสียใจ ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจเริ่มทำไร่องุ่นขนาดย่อมเล็กๆของตัวเองบนยอดปราสาทยุคกลางของเขาเอง

เถาองุ่น Sangiovese ที่ประกอบเป็นถนน Via Mari 10 มีรายงานว่าเลี้ยงด้วยไข่ กล้วย สาหร่ายทะเล และมูลนกไนติงเกล นอกเหนือจากเสียงในเมืองที่ Tulio Masoni ยืนยันว่าทำให้ได้เปรียบเหนือเถาองุ่นในชนบท อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ได้นับมากนัก เนื่องจากคุณไม่ควรดื่มไวน์

“ฉันเป็นผู้ผลิตไวน์รายเดียวในโลกที่บอกว่าคุณไม่ควรดื่มไวน์ของเขา” มาโซนีกล่าว พร้อมเสริมว่าขวดทุกขวดคืองานศิลปะที่ออกแบบมาเพื่อการไตร่ตรอง ไม่ใช่การบริโภค

ไม่สามารถซื้อขวดไวน์ Via Mari 10 ได้จากร้านขายไวน์ทั่วไปหรือแม้แต่ที่ผู้ผลิตเอง แต่จะนำเสนอผ่าน Bonioni Art Gallery ในท้องถิ่นในราคา 5,000 ยูโร (5,000 ดอลลาร์) ฟังดูราคาสูงสำหรับขวดราคาไวน์ แต่ถ้าคุณคิดว่ามันเป็นงานศิลปะสำหรับสะสม ฉันเดาว่าราคาก็เริ่มสมเหตุสมผล

ตามเว็บไซต์ Bonioni ไวน์ Vila Mari 10 จำนวน 10 ขวดยังคงมีจำหน่ายจากเหล้าองุ่นล่าสุด (2019) โดยผลผลิตก่อนหน้านี้ขายหมดแล้ว

อย่างไรก็ตาม Masoni ชี้ให้เห็นว่าไม่ได้ซื้อมาทั้งหมด แกลเลอรี่หลายแห่งเสนอเป็นของขวัญให้กับลูกค้าผู้ภักดี

และในกรณีที่คุณสงสัยว่าไวน์แดงสุดพิเศษนี้มีรสชาติเป็นอย่างไร Masoni อ้างว่า “เมื่อจิบแรก คุณจะรู้สึกฉงนสนเท่ห์มาก แต่หลังจากนั้นไม่กี่วินาที มิติใหม่” เว้นแต่คุณจะมีเงิน 5,000 เหรียญที่จะซื้อ คุณจะต้องยอมรับคำพูดของเขาพร้อมกับเสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดีของเจ้าของไร่องุ่นที่เล็กที่สุดในโลก

วันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2566

ราชินีแห่งรัตติกาล Epiphyllum Oxypetalum แคคตัสเป็นสายพันธุ์ ดอกไม้หายากที่บานเพียงแค่คืนเดียวในหนึ่งปีเท่านั้น

ราชินีแห่งรัตติกาล Epiphyllum Oxypetalum แคคตัสเป็นสายพันธุ์ ดอกไม้หายากที่บานเพียงแค่คืนเดียวในหนึ่งปีเท่านั้น

นอกจากสัตว์จะมีความหลากหลายและน่าทึ่ง พืชเองก็มีความหลากหลายและความมหัศจรรย์ไม่แพ้กัน วันนี้จีงอยากพาทุกท่านไปรู้จักกับพืชชนิดหนึ่งที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘ราชินีแห่งรัตติกาล’ จากสาเหตุที่มันจะออกดอกบานสวยงามเพียงแค่คืนเดียวในหนึ่งปีเท่านั้น

Epiphyllum Oxypetalum เป็นแคคตัสเป็นสายพันธุ์หายากที่มีชื่อเสียงในเรื่องการออกดอกที่มีสีขาวขนาดใหญ่ มีกลิ่นหอม และที่สำคัญคือมันออกดอกเพียงแค่คืนเดียวต่อปี นานครั้งละไม่กี่ชั่วโมง ก่อนที่จะเหี่ยวเฉาไปก่อนพระอาทิตย์ขึ้นในตอนเช้า

ราชินีแห่งรัตติกาลเป็นเหตุการณ์ที่น้อยคนนักจะได้เห็น เพราะมันเกิดแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ แม้แต่เจ้าของฟาร์มแคคตัสยังถือว่าตัวเองโชคดีที่ได้เห็นมันอย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต ในขณะที่บางคนไม่เคยเห็นช่วงเวลานี้เลย ทั้ง ๆ ที่ปลูกแคคตัสมาหลายปี

ความท้าทายก็คือ การคาดเดาว่าแคคตัสเหล่านี้จะออกดอกเมื่อไหร่ แต่จากข้อมูลส่วนใหญ่ระบุว่า มันจะเกิดขึ้นในช่วงคืนฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูร้อน บางคนก็บอกว่ามันเกิดขึ้นในคืนพระจันทร์เต็มดวง ในขณะที่บางคนเชื่อว่า ต้นไม้จะบานหลังจากฝนตกหนัก

นอกจากความโดดเด่นในเรื่องช่วงเวลาการผลิดอกแล้ว Epiphyllum Oxypetalum ยังถูกขนานนามว่าเป็นดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมที่สุดในโลก กลบอากาศรอบตัวคุณด้วยกลิ่นหอมที่ไม่อาจต้านทานได้ แต่น่าเสียดายที่กลิ่นของมันคงอยู่เพียง 1-2 ชั่วโมงเท่านั้น

ในขณะที่ตลอดทั้งปี Epiphyllum Oxypetalum จะมีลักษณะเป็นแคคตัสขนาดใหญ่ที่เลื้อยไปตามพื้นดินหรือบนฐานรองรับแบบใดก็ได้ แต่ในช่วงคืนหนึ่งของปี ดอกทั้งหมดจะบานสะพรั่งพร้อมกันเพื่อเพิ่มโอกาสในการผสมเกศรและกลายเป็น ‘ราชินีแห่งรัตติกาล’ อย่างแท้จริง

คลิปวิดีโอนี้ถูกแสดงผลแบบ Time lapse โดยย่อจากระยะเวลาทั้งหมด 8 ชั่วโมง ให้เหลือเพียง 18 วินาที โดยมีดอกไม้ที่บานพร้อมกันทั้งสิ้น 146 ดอก

ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถให้คำตอบได้ว่า ทำไมปรากฎการณ์ดังกล่าวถึงเกิดขึ้นเพียงแค่คืนเดียวต่อปีเท่านั้น

รายการบล็อกของฉัน