ค้นหา

บทความที่ได้รับความนิยม

Wikipedia

ผลการค้นหา

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สูญพันธุ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สูญพันธุ์ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2565

พบสนวอลลีเมียหรือต้นสนไดโดเสาร์ ต้นสนที่เคยมันสูญพันธุ์ไปแล้ว...แต่กลับพบต้นที่ยังมีชีวิต ที่ออสเตรเลีย

พบสนวอลลีเมียหรือต้นสนไดโดเสาร์ ต้นสนที่เคยมันสูญพันธุ์ไปแล้ว...แต่กลับพบต้นที่ยังมีชีวิต ที่ออสเตรเลีย

เป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นมากๆครับที่พบ ต้นไม้ที่เคยคิดว่ามันสูญพันธุ์ไปนานแล้ว ที่ชื่อว่าต้นสนสนวอลลีเมีย แต่กลับมาพบอีกครั้งหนึ่ง...คือพบต้นที่ยังมีชีวิต ที่ออสเตรเลีย

เป็นอะไรที่โชคดีมากๆเลยครับต้นสนไดโนเสาร์ เป็นต้นสนในยุคไดโนเสาร์ครองโลก ที่เคยพบแต่ฟอสซิลแต่โชคดีที่ได้พบปล้นสนจริงๆที่ยังมีชีวิตเหมือนฟอสซิลที่ยังมีชีวิตยังไงยังไง

สนวอลลีเมีย หรือ Wollemia เป็นสกุลของพืชเมล็ดเปลือยจำพวกสนในวงศ์ Araucariaceae แต่เดิม พืชในสกุล Wollemia พบเพียงแต่ที่เป็นฟอสซิล

จนกระทั่งพบต้นที่ยังมีชีวิตในออสเตรเลีย Wollemia nobilis ใน พ.ศ. 2537 ในเขตป่าฝนของ Wollemi National Park ใน นิวเซาท์เวลส์ ในพื้นที่ห่างไกลใกล้ Lithgow, 150 กิโลเมตรทางตะวันตกเฉียงเหนือของ ซิดนีย์

ข้อมูลเบื้องต้น สถานะการอนุรักษ์, การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์ ...

สนวอลลีเมียถูกค้นพบโดย เดวิด โนเบล ในปี พ.ศ. 2537 เป็นต้นไม้ที่มีอยู่บนโลกมากกว่า 200 ล้านปี ได้รับฉายาว่า "ต้นสนไดโดเสาร์"

โดยที่ เดวิด โนเบลได้พบต้นไม้ชนิดนี้ประมาณ 100 ต้น

กลายเป็นการค้นพบครั้งสำคัญ สันนิษฐานว่าน่าจะมีมาตั้งแต่ยุคไดโนเสาร์ที่ทวีปออสเตรเลียเชื่อมติดกับแผ่นดินอื่น

 

วันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2564

ผึ้งยักษ์ ที่เชื่อว่าสูญพันธุ์ไปแล้วเมื่อ 160 ปีก่อนกลับปรากฏตัวขึ้นให้เห็นกันอีกครั้ง


ค้นหา
ผึ้งยักษ์ ที่เชื่อว่าสูญพันธุ์ไปแล้ว กลับปรากฏตัวขึ้นให้เห็นกันอีกครั้ง 

ผึ้งยักษ์ ที่เชื่อว่าสูญพันธุ์ไปแล้ว กลับปรากฏตัวขึ้นให้เห็นกันอีกครั้ง
เมื่อ 160 ปีก่อน (ค.ศ.1859) นักสำรวจชาวอังกฤษ อัลเฟรด รัสเซล วอลเลซ ได้พบแมลงขนาดใหญ่ชนิดหนึ่งระหว่างการสำรวจหมู่เกาะโมลุกกะหรือมาลูกูของอินโดนีเซีย วอลเลซได้เฝ้าสังเกตแมลงนั้นระหว่างที่พักในเกาะบากาน โดยที่ตัวเขาเองก็ไม่แน่ใจว่ามันคืออะไรในครั้งแรก แต่ก็ได้บรรยายลักษณะไว้ว่าแมลงที่เขาพบนั้นมันดูคล้ายตัวต่อสีดำที่มีเขี้ยวขนาดใหญ่เหมือนเขี้ยวของด้วงคีม จากนั้นก็ได้เก็บตัวอย่างซึ่งเป็นเพศเมียเอาไว้ ในอีกปีหนึ่งต่อมานักกีฏวิทยาชาวอังกฤษ เฟดเดอริก สมิธ ก็ได้มาศึกษาต่อและพบว่าแมลงที่วอลเลซพบนั้นที่จริงแล้วเป็นผึ้งป่าชนิดหนึ่ง ที่นับได้ว่าเป็นผึ้งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก จึงได้เรียกชื่อผึ้งนั้นว่า “ผึ้งยักษ์ของวอลเลซ” (wallace’s giant bee) และก็เป็นที่รู้จักกันในชื่อนี้นับแต่นั้นมา

ผึ้งยักษ์ของวอลเลซ ได้รับชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Megachile pluto มันมีขนาดใหญ่กว่าผึ้งทั่วไปถึง 4 เท่า คือ สามารถกางปีกได้กว้างถึง 2½ นิ้วหรือ 6.35 ซ.ม. เมื่อโตเต็มที่ ตัวเมียมีขนาดลำตัวยาว 1.5นิ้ว หรือ 3.8 ซ.ม. ตัวผู้มีขนาดเล็กกว่านั้น คือลำตัวยาวได้ไม่เกิน 0.9 นิ้วหรือ 2.3 ซ.ม. อาศัยอยู่ในรังปลวกร้างโดยตัวเมียจะเก็บยางไม้มาก่อเป็นช่องสำหรับฟักไข่และเลี้ยงลูกอ่อน

หลังการค้นพบของวอลเลซ ก็ไม่มีผู้ใดพบเห็นผึ้งชนิดนี้อีกเลยเป็นร้อยปีจนเชื่อกันว่า
ผึ้งยักษ์ของวอลเลซนั้นสูญพันธุ์ไปแล้ว จนล่วงเข้าปี 1981 นักวิจัยชาวอเมริกันแอดัม แคทเทิน เมเซอร์ ก็ได้สังเกตเห็นผึ้งยักษ์ตัวผู้และตัวเมียหลายตัวระหว่างสำรวจเกาะ 3 เกาะางเหนือของหมู่เกาะมาลูกูอีกครั้ง และยืนยันว่ามันคือผึ้งยักษ์ของวอลเลซที่ไม่มีผู้ใดพบเห็นยาวนาน


หลังจากครั้งนั้น ข่าวการพบผึ้งยักษ์ชนิดนี้ก็เงียบหายกันไปอีกนานถึง 4 ทศวรรษ จนล่วงเข้าเดือนมกราคม 2019 หรือช่วงต้นปีที่ผ่านมานี้เอง เมื่อทีมนักชีววิทยาชาวอเมริกันแคนาดาและออสเตรเลียที่ได้เดินทางไปศึกษาสายพันธุ์สิ่งมีชีวิตต่างๆในหมู่เกาะมาลูกูเหนือก็ได้พบกับผึ้งยักษ์ของวอลเลซเข้าอีกครั้ง รอบนี้ทีมงานได้ถ่ายคลิปวิดีโอและจับตัวมันเป็นๆเอาไว้ด้วย 

ทีมนักวิจัยตื่นเต้นมาก เคลย์ โบลท์ ช่างภาพบรรยายถึงเส้นทางการค้นพบว่าต้องเดินเข้าไปในป่าที่ตลบอบอวลด้วยกลิ่นของกานพลูและลูกจันทน์เทศ และเมื่อพบมันครั้งแรกเขาต้องตะลึงกับขนาดที่ใหญ่โตและเสียงปีกที่ดังไปในอากาศขณะผึ้งยักษ์กำลังบินผ่านหัวเขาไป
ธรรมชาติมีเรื่องให้แปลกใจได้เสมอ ต่อไปก็ไม่แน่ว่าเราอาจได้พบสายพันธุ์โบราณอื่นๆอีกในพื้นที่ๆยังไม่มีมนุษย์เข้าไปรบกวน..

รายการบล็อกของฉัน