ค้นหา

บทความที่ได้รับความนิยม

Wikipedia

ผลการค้นหา

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ต้นสน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ต้นสน แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2566

ต้นสนที่มีพฤติกรรมปริศนา มันเอียงไปในทิศทางเดียวกันจนทำให้นักวิทย์งุนงง

ต้นสนที่มีพฤติกรรมปริศนา มันเอียงไปในทิศทางเดียวกันจนทำให้นักวิทย์งุนงง

เหตุการณ์ต้นไม้ที่เอนเอียงไปในทางเดียวกัน คิดถึงหลักธรรมชาติแล้วเป็นไปได้ไหมที่ต้นไม้อาจจะเอนเอียงไปหาแสงอาทิตย์ หรือโดนแรงลม ก็ได้  

แต่ก็อย่างว่าล่ะครับทุกสิ่งทุกอย่างมันก็ต้องมีเหตุและผลของในตัวของมันเองเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แปลกลึกลับของธรรมชาติธรรมชาติสร้างสรรค์

เรามาค้นหาคำตอบกันดีกว่าว่าต้นไม้ทำไมถึงเอนเอียงไปในทิศทางเดียวกันโดยเฉพาะต้นสนจากในบทความนี้

ต้นไม้ที่เรารู้จักกันดีเกือบทุกชนิดมีการเติบโตตั้งตรงสูงขึ้นไปตามธรรมชาติ แต่มีต้นไม้อยู่ชนิดหนึ่งที่กลับต่างออกไป เพราะมันยิ่งโตยิ่งเอียงในแบบที่คุณไม่เคยเห็นมาก่อน

Araucaria Columnaris หรือที่ถูกเรียกกันอย่างหลากหลายชื่อไม่ว่าจะเป็น Coral Reef Araucaria, Cook Pine หรือ New Caledonia Pine ถือเป็นสายพันธุ์ของต้นสนที่มีถิ่นกำเนิดใน “นิวแคลิโดเนีย” พื้นที่ปกครองพิเศษของฝรั่งเศส โดยจุดเด่นของต้นสนชนิดนี้คือการที่มันมีต้นโน้มเอียงไปด้านข้างเมื่อคุณปล่อยให้มันเติบโตตามธรรมชาติ

“ต้นสนนิวแคลิโดเนีย”


ย้อนกลับไปในสมัยศตวรรษที่ 18 โยฮันน์ ไรน์โฮล์ด ฟอร์สเตอร์ นักพฤษศาสตร์ที่เดินทางมาพร้อมกับกัปตัน เจมส์ คุก นักสำรวจชื่อดังชาวอังกฤษ ได้เป็นคนนำมันไปศึกษาเป็นครั้งแรก ในระหว่างที่พวกเขาเดินทางแล่นเรือรอบโลกเป็นครั้งที่สอง และในไม่ช้า ต้นสนนิวแคลิโดเนียก็เริ่มได้รับความนิยมไปทั่วโลก จากลักษณะลำต้นที่มีลักษณะเป็นทรงกรวยแคบที่โดดเด่นและมีความสูงมากถึง 60 เมตร


ในปัจจุบันนี้ ต้นสนยักษ์นี้กลายเป็นต้นไม้ที่ถูกนำมาประดับตามสวนในสภาพอากาศที่มีความอบอุ่น และลักษณะเด่นพิเศษของมันก็คือลำต้นที่เอียงไปด้านข้างจะสร้างความสะดุดตาให้กับผู้คนอยู่เสมอจนดูราวกับว่ามันกำลังจะล้มลง

ซึ่งพวกมันมักจะเอนไปด้านใดด้านหนึ่ง และหากคุณปลูกพวกมันใกล้ ๆ กันในบริเวณเดียวกัน พวกมันก็จะเอนไปในทิศทางเดียวกันอีกด้วย แต่ไม่มีใครทราบเหตุผลว่าทำไมมันถึงเป็นแบบนั้น


โดยส่วนใหญ่แล้ว ต้นไม้ยืนต้นแทบทุกสายพันธุ์จะมีการเติบโตไปในแนวตั้ง แต่ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมก็มีส่วนที่ทำให้มันเปลี่ยนทิศทางการเจริญเติบโตได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแสง สารอาหาร หรือแม้แต่ปัจจัยบางอย่างที่ทำให้ต้นไม้เกิดความเครียด ก็ส่งผลให้ต้นไม้เกิดการโก่งงอได้

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้ได้เกี่ยวข้องกับต้นสนนิวแคลิโดเนีย พวกมันอยากจะเอียงลำต้นไปแบบนั้นทั้ง ๆ ที่สภาพแวดล้อมทุกอย่างเป็นปกติหมด

นักวิทยาศาสตร์รู้สึกงุนงงกับการเติบโตของต้นสนชนิดนี้มานานหลายปีแล้ว แต่ไม่มีใครที่ให้คำตอบมันได้อย่างจริงจัง จนกระทั่ง แมตต์ ริตเตอร์ นักพฤกษศาสตร์ชาวอเมริกันได้เริ่มทำการวิจัยเพื่อหาสาเหตุของปรากฎการณ์ที่ไม่ธรรมดานี้


เขาเริ่มบันทึกการเจริญเติบโตของต้นสนนิวแคลิโดเนียในอเมริกาเหนือเพื่อหาจุดเชื่อมโยงกันว่าทำไมมันถึงเอียงไปในทิศทางเดียวกัน และสิ่งที่เขาพบก็คือต้นสนทั้งหมดโน้มเอียงไปทางทิศใต้

ต่อมาเขาได้แบ่งปันข้อมูลนี้ให้กับเพื่อนร่วมงานจากออสเตรเลีย ซึ่งเขาบอกว่าต้นสนนิวแคลิโดเนียจากที่นั่นดูเหมือนว่าจะเอียงไปทางทิศเหนือ

นี่คือการค้นพบที่น่าทึ่ง ว่าแต่ทำไมมันถึงเอียงไปแบบนั้นกันแน่


ริตเตอร์และเพื่อนร่วมงานของเขากลุ่มหนึ่งได้ออกเดินทางไปทั่วโลกเพื่อต้นหาต้นสนนิวแคลิโดเนียและจดบันทึกข้อมูลการโน้มเอียงของมัน หลังจากที่ตรวจสอบตัวอย่างของต้นสนจำนวน 265 ต้นก็พบว่า การเอียงของต้นสนเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบสุ่ม เพราะต้นไม้ในซีกโลกเหนือจะเอนไปทางทิศใต้ ส่วนต้นไม้ทางซีกโลกใต้จะเอนไปทางทิศเหนือ

ใช่แล้วดูเหมือนว่ามันจะเอนไปหาทางบริเวณเส้นศูนย์สูตรที่อยู่ตรงกลางของโลก และถ้าต้นสนนิวแคลิโดเนียถูกปลูกบริเวณเส้นศูนย์สูตรมันก็จะตั้งตรง โดยสรุปก็คือ ยิ่งต้นสนถูกปลูกห่างจากเส้นศูนย์สูตรมากเท่าไหร่ มันจะยิ่งโน้มเอียงมากขึ้นเท่านั้น


ริตเตอร์กล่าวว่า ต้นสนชนิดนี้ดูเหมือนจะตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมของโลกในแบบที่เขาเองก็ยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้นัก

มีสมมุติฐานที่เขาคิดว่าพอจะเป็นไปได้ก็คือ มันอาจเกี่ยวข้องกับการปรับตัวเพื่อตอบสนองต่อพื้นที่อบอุ่นที่เกิดจากมุมตกกระทบของแสงแดด หรืออาจเกิดจากแรงโน้มถ่วง สนามแม่เหล็ก หรือหลายปัจจัยประกอบกัน


สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ลักษณะลำต้นที่เอียงแบบนี้หายากมาก ๆ ในต้นสนสายพันธุ์อื่น แม้ว่าพวกมันจะมีถิ่นกำเนิดในนิวแคลิโดเนียก็ตาม

วันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2565

ต้นสนที่เหงาหงอยสุดในโลก มีผู้ปลูกต้นสนSitka spruce ที่เกาะแคมป์เบลล์เมื่อปี 1905 ทำให้มันกลายเป็นสนต้นเดียวของเกาะ..

ต้นสนที่เหงาหงอยสุดในโลก มีผู้ปลูกต้นสนSitka spruce ที่เกาะแคมป์เบลล์เมื่อปี 1905 ทำให้มันกลายเป็นสนต้นเดียวของเกาะ..

ต้นสนที่เหงาหงอยที่สุดในโลก
มีผู้ปลูกต้นสน Sitka spruce บนเกาะแคมป์เบลล์เมื่อปี 1905 ทำให้มันกลายเป็นสนต้นเดียวของเกาะมานับแต่นั้นมา

นักวิทยาศาสตร์จากออสเตรเลียและสหราชอาณาจักร ร่วมกันเสนอให้ต้นสนสปรูซพันธุ์ซิตกา (Sitka spruce )ต้นหนึ่ง ที่มีอยู่เพียงต้นเดียวบนเกาะแคมป์เบลล์ของนิวซีแลนด์ ได้เป็น "หมุดทอง" (Golden spike) หรือเครื่องหมายบ่งบอกจุดเริ่มต้นยุคทางธรณีวิทยาใหม่ที่มนุษย์เป็นตัวการสำคัญในการกำหนดสภาพแวดล้อมของโลก หรือที่เรียกว่าสมัยแอนโทรโพซีน (Anthropocene epoch)

ศาสตราจารย์คริส เทอร์นีย์ จากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ของออสเตรเลีย และดร.มาร์ก มาสลิน จากยูนิเวอร์ซีตี คอลเลจ ลอนดอน (ยูซีแอล) ของสหราชอาณาจักร เผยผลการศึกษาต้นสนสปรูซดังกล่าวลงในวารสาร Scientific Reports โดยชี้ว่าต้นสนนี้มีร่องรอยของกัมมันตรังสีจากการทดลองระเบิดปรมาณูในช่วงทศวรรษ 1950-1960 ที่ชัดเจน ซึ่งบ่งบอกถึงผลกระทบจากการกระทำของมนุษย์ที่ฝังลึกลงไปในระบบนิเวศอย่างครอบคลุมทั่วโลก

จากการวิเคราะห์วงปีของต้นสนดังกล่าว พบการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดของระดับคาร์บอน-14 ซึ่งเป็นสารกัมมันตรังสีที่ต้นไม้รับเข้าไปในรูปของคาร์บอนไดออกไซด์ขณะสังเคราะห์แสง โดยช่วงที่มีการเพิ่มสูงขึ้นของคาร์บอน-14 อย่างฉับพลันนี้คือปี 1965 หลังการบังคับใช้สนธิสัญญาห้ามทดลองนิวเคลียร์ในชั้นบรรยากาศโลกได้ไม่นาน

ต้นสนต้นนี้เป็นหลักฐานที่แสดงถึงจุดเปลี่ยนผ่านจากสมัยโฮโลซีน เข้าสู่สมัยแอนโทรโพซีนได้อย่างชัดเจนที่สุด เท่าที่เคยมีการเสนอกันมา เพราะได้บันทึกข้อมูลที่แสดงถึงการเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็วฉับพลัน หรือ Great Acceleration ของกิจกรรมมนุษย์ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งกว้างขวางครอบคลุมไปทั่วโลก" ศาสตราจารย์เทอร์นีย์กล่าว

ด้านดร.มาสลินบอกว่า การที่ต้นสนนี้อยู่ในจุดที่ห่างไกลที่สุดของซีกโลกใต้ ทำให้มันเป็นตัวชี้วัดที่ดีว่ากิจกรรมของมนุษย์ในยุคทางธรณีวิทยาใหม่ เช่นอุตสาหกรรมและการพัฒนาเทคโนโลยีซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นในซีกโลกเหนือ ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อโลกทั้งใบ ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์สำคัญที่ชี้ว่า เราได้เข้าสู่ยุคสมัยที่การกระทำของมนุษย์คือปัจจัยหลักในการกำหนดสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมของโลกแล้ว 

ต้นสนสปรูซต้นดังกล่าว ได้ชื่อว่าเป็น "ต้นไม้โดดเดี่ยวที่สุดในโลก" เพราะไม่ใช่พืชประจำถิ่นของเกาะในแถบมหาสมุทรแอนตาร์กติก แต่มีผู้นำมาปลูกไว้ในปี 1905 ทำให้มันเป็นต้นสนเพียงต้นเดียวบนเกาะ ส่วนไม้ยืนต้นที่อยู่ใกล้ที่สุดนั้น อยู่ที่หมู่เกาะโอคแลนด์ซึ่งห่างออกไปราว 200 กิโลเมตร

แปลกจริงๆเลยต้นสนต้นนี้เหงาหงอยมีต้นเดียวบนเกาะน่าสงสารนะครับแบบนี้น่าจะไปหามาให้อีกสัก 4-5 ต้น ปลูกเป็นเพื่อนถ้าจะดีนะครับ..จะได้ไม่ต้องเป็นต้นสนเหงาที่สุดในโลกต่อไป

วันเสาร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2564

Great Basin Bristlecone Pine ‘Bristlecone Pine’ เป็นไม้สกุลสน เคยขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในต้นไม้ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกมีอายุกว่า 5,060 ปี


Great Basin Bristlecone Pine
‘Bristlecone Pine’ เป็นไม้สกุลสน เคยขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในต้นไม้ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกเมื่อปี ค.ศ. 2013 เดิมทีแกนกลางของ Bristlecone Pine เคยถูก ‘Edmund Schulman’ นักวิจัยเฉพาะทางและนักสำรวจต้นไม้อายุยืน 

นำไปวิเคราะห์เพื่อหาอายุที่แท้จริง แต่การศึกษายังไม่สำเร็จเขาก็เสียชีวิตไปก่อน จนเมื่อปี ค.ศ. 2010 Tom Harlan ได้นำงานวิจัยของ Schulman มาศึกษาต่อ ก่อนจะพบว่าต้นไม้ต้นนี้มีอายุกว่า 5,060 ปี ในขณะนั้น

รู้หรือไม่ ?
เมื่อปี ค.ศ. 2017 Bristlecone Pine ไม่สามารถยืนยันอายุได้ เพราะตัวอย่างแกนกลางต้น Bristlecone Pine ของ Harlan ไม่ได้ถูกนำเข้าห้องปฏิบัติการ Tree-Ring ทำให้การอ้างสิทธิ์ทั้งหมดจึงถูกยกเลิก

อายุ : 5,071 ปี 
สายพันธุ์ : Great Bristlecone Pine (Pinus longaeva) 
ที่ตั้ง : Inyo County, California, USA 
สถานะ : ยังมีชีวิต

วันศุกร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2564

พบต้นไม้เก่าแก่ที่สุดในยุโรป อายุ 1,230 ปี และยังคงเจริญเติบโต


ค้นหา ต้นไม้ที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรป 
มีการค้นพบต้นไม้ที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรปที่ประเทศอิตาลี อายุกว่า 1,230 ปี และดูเหมือนว่าบางส่วนของต้นยังคงเจริญเติบโตอยู่จนถึงปัจจุบัน

ต้นไม้โบราณนี้จัดอยู่ในประเภทของต้นสน Heldreich’s pine
ถูกพบอยู่บริเวณภูเขาสูงชันภายในอุทยานแห่งชาติ Pollino ของอิตาลี โดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Tuscia นำโดย Gianluca Piovesan

เมื่อทีมวิจัยค้นพบต้นไม้ที่ดูเก่าแก่มาก จึงทำการตรวจสอบอายุของต้นไม้ด้วยการนับวงปี แต่เพราะข้างในเนื้อไม้เก่าจนเป็นฝุ่น มีเนื้อไม้บางส่วนหายไปกว่า 20 เซนติเมตร ซึ่งนั่นหมายถึงวงปีที่หายไปหลายปี จนไม่สามารถนับอายุที่แท้จริงได้
ต้นไม้ที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรป 
พวกเขาจึงใช้วิธีทางวิทยาศาสตร์นับอายุด้วยการใช้คาร์บอนกัมมันตรังสี (Radiocarbon Dating) ประกอบกับข้อมูลจำนวนวงปีจากรากและกิ่ง ซึ่งทำให้ตรวจสอบอายุของต้นสนโบราณนี้ได้แม่นยำมากขึ้น

เมื่อผลตรวจอายุออกมาก็ทำให้นักวิจัยถึงกับประหลาดใจ เพราะต้นสนนี้มีอายุเก่าแก่กว่า 1,230 ปี มากกว่าต้นสนในประเทศกรีซ ที่มีอายุ 1,075 ปี ทำให้กลายเป็นต้นสนที่มีอายุมากที่สุดในยุโรป และที่ทำให้น่าประหลาดใจกว่านั้นคือ พบว่าวงปียังคงขยายตัวขึ้นในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา สะท้อนว่ามันยังคงมีการเจริญเติบโตอยู่ แม้ว่าจะมีบางส่วนตายแล้วก็ตาม

สิ่งที่ทำให้ต้นสนโบราณต้นนี้ยังคงมีชีวิตอยู่ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่ทีมวิจัยสันนิษฐานว่าอาจมาจากสภาพแวดล้อมที่ดี เต็มไปด้วยธรรมชาติ ประกอบกับคุณสมบัติของต้นสนที่มีอายุยืนทนทาน ซึ่งแตกต่างกับต้นไม้อื่นๆ ในภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียนนี้ที่มีการเจริญเติบโตลดลงจากสภาพอากาศ รวมถึงผลจากการรณรงค์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

วารสาร Ecology รานงานว่า การค้นพบต้นสนโบราณแสดงให้เห็นว่ามันสามารถเอาชีวิตรอดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างสุดขั้วมาหลายพันปี จากในยุคที่อากาศเย็นจัดไปจนถึงยุคอากาศอบอุ่นและแห้งแล้ง ซึ่งช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจการปรับตัวของต้นไม้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบันที่กำลังเป็นปัญหาสำคัญได้มากขึ้น
Oliver Konterform จากมหาวิทยาลัย Mainz เยอรมนี ผู้ที่เคยค้นพบต้นสนที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรปก่อนหน้านี้อายุกว่า 1,075 ปีทางตอนเหนือของประเทศกรีซ ได้กล่าวว่า อายุของต้นไม้เป็นสิ่งที่น่าประทับใจ ที่มันได้ผ่านช่วงชีวิตมนุษย์ในพื้นทีมาหลายพันปีก่อน

รายงานระบุต่อว่า ในช่วงที่สังคมเปลี่ยนจากยุคเกษตรกรรมมาเป็นสังคมเมืองมากขึ้น ทำให้ป่าถูกบุกรุกและถูกทำลายมากขึ้นโดยฝีมือมนุษย์ แต่ว่าบริเวณป่าที่ค้นพบต้นสนโบราณนี้อยู่ห่างไกลที่มนุษย์เข้าถึงยาก ทำให้มันไม่ถูกทำลายและยังคงมีชีวิตอยู่ นอกจากนี้อุทยานแห่งชาติ Pollino มีต้นสนนับพันๆ ต้น อายุกว่า 500-600 ปี ซึ่งยังพบว่ามีอีกราวๆ 3 ต้นคาดว่าจะมีอายุมากกว่าพันปี

รายการบล็อกของฉัน